ความรู้และการปฏิบัติตัวความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์

ความรู้และการปฏิบัติตัวความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์

  1. ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ คืออะไร
  2.      คือ ภาวะที่มีความดันโลหิตสูง (> 140/90 มิลลิเมตรปรอท) หลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ โดยไม่มีประวัติความดันโลหิตสูงเรื้อรังมาก่อน ร่วมกับตรวจพบไข่ขาวในปัสสาวะ นอกจากนี้บางรายอาจพบมีภาวะบวมร่วมด้วย ซึ่งความดันโลหิตที่สูงนี้จะกลับเป็นปกติหลังคลอด
  3.  
  4. สาเหตุเกิดจากอะไร
  5.      เชื่อว่าเป็นผลจากการหดรัดตัวของเส้นเลือดโดยทั่วไป จึงเกิดมีความดันโลหิตสูงตามมา หากมีความรุนแรงมากขึ้น อาจมีผลทำลายเนื้อเยื่อจากการขาดออกซิเจนของอวัยวะต่าง ๆ ที่สำคัญร่วมด้วย ได้แก่ ตับ ,ไต , สมอง นอกจากนี้ยังมีผลทำให้เลือดที่ผ่านรกไปยังทารกลดลง ส่งผลให้ทารกได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ
  6.  
  7. สตรีตั้งครรภ์รายใดที่มีความเสี่ยงต่อภาวะนี้
  8.      ภาวะนี้สามารถเกิดได้ในสตรีตั้งครรภ์ทุกคน โดยมีอุบัติการณ์ประมาณร้อยละ 5 อย่างไรก็ตามมีปัจจัยบางประการที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่ สตรีตั้งครรภ์แรก , การตั้งครรภ์ที่มีทารกมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป , สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี , อ้วน , หรือมีประวัติความดันโลหิตสูง เรื้อรังมาก่อน
  •  
  1. มีผลกระทบอย่างไรต่อการตั้งครรภ์
  • ผลต่อสตรีตั้งครรภ์  :  หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้ภาวะของโรครุนแรงจนถึงขั้นชัก นอกจากนี้ยังส่งผลให้การทำงานของอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ผิดปกติและเสียชีวิตได้
  • ผลต่อทารกในครรภ์  :  เนื่องจากภาวะนี้ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ผ่านรกมายังทารกลดลง ดังนั้นจึงอาจส่งผลกระทบให้ทารกเกิดภาวะโตช้าในครรภ์ และ/หรือทำให้ทารกมีสุขภาพที่ผิดปกติซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในครรภ์ได้
  •  
  1. ภาวะนี้มีอาการนำมาก่อนหรือไม่
  2.      บางรายอาจมีภาวะบวมตามมือและหน้าหรือมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนำมาก่อน อย่างไรก็ตามบางรายอาจไม่มีหรืออาการไม่แน่ชัดดังนั้นจึงควรมาตรวจครรภ์สม่ำเสมอตามแพทย์นัด เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลรักษาแต่เนิ่น ๆ หากเกิดภาวะดังกล่าวขึ้น
  3.  
  4. แนวทางการดูแลรักษา
  5.      แพทย์อาจจะรับตัวไว้ในโรงพยาบาล เพื่อตรวจติดตามภาวะของโรคและสุขภาพของทารกได้อย่างใกล้ชิด หลักการรักษาภาวะนี้ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรคและอายุครรภ์ หากการ   ตั้งครรภ์ครบกำหนดหรือภาวะของโรคมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้น แนวทางการรักษา คือ ยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งบางรายอาจจำเป็นต้องผ่าตัดคลอด อย่างไรก็ตาม หากการตั้งครรภ์ยังไม่พบกำหนดและภาวะของโรคยังสามารถควบคุมได้ อาจพิจารณาดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปภายใต้การดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาล และพิจารณายุติการตั้งครรภ์ทันทีหากแพทย์เห็นว่าการดำเนินการ  ตั้งครรภ์ต่อไปอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมารดา
  6. อาการที่บ่งว่าสภาวะของโรครุนแรงขึ้น และต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
  7.  
  • - ปวดศีรษะมาก
  • - ตามัว
  • - จุกแน่นลิ้นปี่
  • - ปวดเกร็งท้อง เลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นอาการแสดงของรกลอกตัวก่อนกำหนด
  •  
  1. ต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลนานเท่าใด
  2.      ขึ้นกับความรุนแรงของโรค หากสภาวะของโรคดีขึ้นหลังสังเกตอาการในโรงพยาบาลระยะหนึ่งแล้ว และทารกในครรภ์ปกติดี อาจพิจารณาให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินอย่างละเอียดว่าปลอดภัยพอหรือไม่
  3.  
  4. การปฏิบัติตนหากแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้
  • - พักผ่อนให้เพียงพอ
  • - นับจำนวนการดิ้นของทารกทุกวัน
  • - สังเกตอาการที่บ่งว่าสภาวะของโรครุนแรงขึ้น (ตามข้อ 7)
  • - มาตรวจติดตามตามแพทย์นัด อย่างไรก็ตามหากมีอาการผิดปกติข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ 7 หรือทารกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน ให้มาพบแพทย์ทันที
  •  
  1. การตรวจติดตามหลังคลอด
  2.      ความดันโลหิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะนี้อาจมิได้ลดลงตามปกติทันทีหลังคลอด จึงจำเป็นต้องมาตรวจติดตามวัดความดันโลหิตหลังคลอดตามแพทย์นัด โดยทั่วไปความดันโลหิตสูงจากภาวะนี้ควรกลับสู่ปกติอย่างช้าไม่เกิน 12 สัปดาห์หลังคลอด หากความดันโลหิตคงสูงอยู่นานกว่านี้ อาจถือว่าสตรีรายนี้มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังมาก่อน ซึ่งควรได้รับการดูแลจากอายุรแพทย์ ต่อไป
  3.  
  4. จะเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไปหรือไม่
  5.      มีโอกาสเกิดซ้ำได้ในครรภ์ถัดไป และโอกาสจะเพิ่มขึ้น หากภาวะความดันโลหิตสูงระหว่าง  ตั้งครรภ์ในครรภ์นี้  เกิดตั้งแต่อายุครรภ์น้อย ๆ ดังนั้นจึงควรมาฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ ในครรภ์   ถัดไป
  6.  
  7. สามารถป้องกันภาวะนี้ได้หรือไม่
  8.      จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดถึงประสิทธิผลหรือข้อสนับสนุนการใช้ยา วิตามิน หรือสารอาหารใดในการป้องกันภาวะนี้ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่านเพื่อพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
  9.