6 เทคนิค เติมหวานให้พอดี สุขภาพดีแบบแฮปปี้
14 ตุลาคม 2569 วันขนมหวานแห่งชาติ (International Dessert Day)
ในวันที่เหนื่อยล้าหรืออยากให้รางวัลตัวเอง “ ขนมหวาน ” คือคำตอบแสนชื่นใจที่อยากเลือก จริงไหมคะ ? อย่างไรก็ตาม ขนมหวานทั้งหลาย อุดมไปด้วย “ น้ำตาล ไขมัน โซเดียม ในปริมาณมาก ” พฤติกรรมการทานหวานนี้ทำน้ำหนักพุ่งทะยาน เป็นตัวการให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ถ้าไม่ควบคุมอาจเป็นสาเหตุของโรคอ้วน และโรคเบาหวานก่อนเลือกขนมหวาน ควรรู้จักร่างกายของตัวเอง
1. เลือกขนมให้เป็น เริ่มจากรู้จักตัวเอง รู้จักขนม และ ดูฉลากโภชนาการให้เป็น (Look yourself , Choose for health)
คำนวณพลังงานวัยผู้ใหญ่
ดัชนีมวลกายใช้ในคนที่มี อายุ 18 ปี ขึ้นไป
ดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ [ส่วนสูง (เมตร) × ส่วนสูง (เมตร)]
| BMI | การแปลผล |
| น้อยกว่า 18.5 | ผอม |
| 18.5 - 22.9 | สมส่วน |
| 23.0 - 24.9 | น้ำหนักเกิน |
| 25.0 - 29.9 | อ้วน |
| มากกว่า 30.0 | อ้วนอันตราย |
ค่า BMI ของผู้ใหญ่ควรมีค่าอยู่ระหว่าง “18.5 - 22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร” พลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน 20 - 35 กิโลแคลอรี/น้ำหนักปัจจุบัน/วัน เช่น *น้ำหนักตัว = 50 × 30
** พลังงานที่ควรได้รับ = 1,500 กิโลแคลอรี
วัดรอบเอว
ผู้ชาย < 90 ซม.
ผู้หญิง < 80 ซม.
เช่น น้องมูมมาม น้ำหนัก 50 กก. ส่วนสูง 160 ซม. ออกกำลังกาย 3 ครั้ง/สัปดาห์
50 ÷ (1.6 × 1.6) = 19.53 สมส่วน
| พลังงาน | เหมาะสำหรับ |
| 1,200 กิโลแคลอรี | สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วน และต้องการลดน้ำหนัก |
| 1,600 กิโลแคลอรี | สำหรับหญิงวัยทำงาน อายุ 25-60 ปี ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป |
| 2,000 กิโลแคลอรี | สำหรับวัยรุ่น อายุ 14-25 ปี หรือ ชายวัยทำงานอายุ 25-60 ปี |
| 2,400 กิโลแคลอรี | สำหรับผู้ใช้พลังมากๆ เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา |
ดูฉลากและปริมาณที่แนะนำ
- คำแนะนำการแบ่งกินว่า ควรแบ่งกินกี่ครั้งต่อ 1 บรรจุภัณฑ์
- ดูพลังงาน
- ดูปริมาณน้ำตาล
- แนะนำทางเลือกสุขภาพ
ข้อมูลโภชนาการที่ควรดู ได้แก่ พลังงาน น้ำตาล ไขมัน โซเดียม และร้อยละของปริมาณสูงสุดที่บริโภคได้ต่อวัน WHO แจ้ง แนะนำไม่เกิน 6 ช้อนชา/วัน
เคาะแล้ว !! ปรับเกณฑ์หวานในเครื่องดื่มแล้ว หวานปกติ = 50% ลดน้ำตาล ช่วยลดโรค
| ระดับความหวาน | ปริมาณน้ำตาลตามภาพ |
| หวานฉ่ำ = 100% | น้ำตาล 5 ช้อนชาขึ้นไป |
| หวานมาก = 75% | น้ำตาล 4 ช้อนชา |
| หวานปกติ = 50% | น้ำตาล 3 ช้อนชา *เกณฑ์ใหม่* |
| หวานน้อย = 25% | สำตาล 2 ช้อนชา |
| ไม่หวาน = 0% | น้ำตาล 1 ช้อนชาหรือไม่เติมเลย |
*Reference: กรมอนามัย, สสส.
ปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมกับคนแต่ละช่วงวัย
- วัยรุ่นและวัยทำงาน อายุ 25-60 ปี ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 3-6 ช้อนชา (15-30 g)
- ผู้ออกกำลังกาย หรือ ใช้พลังงานมาก ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 7 ช้อนชา (35 g)
- ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (30 g)
*Reference : ธงโภชนาการ
ขนมยอดฮิตแต่ละชนิดกี่แคล น้ำตาลกี่กรัม
| ขนม | พลังงาน | น้ำตาล |
| พาย | 290 kcal | 32 กรัม/ชิ้น |
| เค้ก | 400 kcal | 28 กรัม/ชิ้น |
| โดนัท | 280 kcal | 30 กรัม/ชิ้น |
| ช็อกโกแลต | 600 kcal | 15 กรัม/ซอง |
| ครัวซอง | 400 kcal | 11 กรัม/ชิ้น |
| คุกกี้ | 120 kcal | 10 กรัม/ชิ้น |
| ไอศกรีม | 300 kcal | 22 กรัม/ลูก |
| บราวนี่ | 340 kcal | 26 กรัม/ชิ้น |
| บิงซู | 500 kcal | 81 กรัม/ถ้วย |
| ลูกอม | 35 kcal | 5 กรัม/ชิ้น |
| ปลาท่องโก๋ | 145 kcal | 8 กรัม/ชิ้น |
| ลอดช่องน้ำกะทิ | 210 kcal | 24 กรัม/ถ้วย |
| กล้วยทอด | 50 kcal | 6 กรัม/ชิ้น |
| หม้อแกง | 500 kcal | 26 กรัม/ถาด |
| ขนมครก | 250 kcal | 21 กรัม/5ชิ้น |
| ลูกชุบ | 80 kcal | 9 กรัม/5ลูก |
| ข้าวเหนียวมะม่วง | 600 kcal | 73 กรัม/จาน |
| ขนมชั้น | 115 kcal | 16 กรัม/ชิ้น |
| โรตี | 500 kcal | 46 กรัม/ชิ้น |
| ป๊อปคอร์นชีส | 240 kcal | 1 กรัม/ห่อ35กรัม |
| มันฝรั่งอบกรอบ | 270 kcal | 2 กรัม/ห่อเล็ก |
| ทุเรียนทอด | 250 kcal | 10 กรัม/ห่อเล็ก |
| กล้วยฉาบ | 250 kcal | 14 กรัม/ห่อเล็ก |
| ถั่วทอด | 150 kcal | 2 กรัม/แผ่น |
| ข้าวเกรียบกุ้ง | 300 kcal | 2 กรัม/ห่อกลาง |
| ซาวโดวจ์ธัญพืช | 120 kcal | 2 กรัม/แผ่น |
| ปลาเส้น | 100 kcal | 4-9 กรัม/ซองปกติ |
| ขนมปังลูกเกด | 100 kcal | 5 กรัม/แผ่น |
| กราโนล่า | 150 kcal | 3-7 กรัม/ถ้วยเล็ก |
| คุกกี้ไข่ขาว | 28 kcal | 3 กรัม/ชิ้น |
| สาหร่ายอบกรอบ | 80 kcal | 1 กรัม/ซอง |
หรือเลือกทานผลไม้ 1 จาน รองกาแฟและเลือกเป็นชนิดที่ดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น แอปเปิ้ล, สาลี่, ฝรั่ง, แก้วมังกร, เบอร์รี่, อะโวคาโด
2. กินหลังมื้ออาหารหลัก (Don't Eat on an Empty Stomach)
เลี่ยงการกินขนมหวานตอนท้องว่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูดอย่างรวดเร็วและหิวโหยหนักกว่าเดิม แนะนำให้ทานมื้อหลักที่มีโปรตีนและไฟเบอร์สูงให้อิ่มก่อน แล้วค่อยตักขนมหวานมาทานเป็นของว่างตบท้ายไม่เกิน 5-10 คำ เพื่อให้อิ่มอร่อยแถมดูดซึมน้ำตาลช้าลง
3. เลือก "ตัวตายตัวแทน" ที่แคลอรี่ต่ำกว่า (Smart Swaps)
ถ้าอยากกินหวาน ลองมองหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า เช่น เปลี่ยนจากเค้กครีมหนาๆ เป็นผลไม้สดรสหวานฉ่ำ ดาร์กช็อกโกแลต (70% ขึ้นไป) หรือเลือกเบเกอรี่สูตร Low Sugar / Vegan ที่ใช้น้ำตาลน้อยหรือใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เพื่อเซฟแคลอรี่และลดภาระของตับอ่อน
4. ตั้งกติกา "แบ่งปันความอร่อย" (The Sharing Rule)
อย่าสั่งของหวานชิ้นใหญ่คนเดียวเด็ดขาด! ชวนเพื่อน หรือคนในครอบครัวมาช่วยกันหารความฟิน หรือถ้าซื้อมาแล้ว แบ่งใส่จานแยกไว้แค่ครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือเก็บใส่ตู้เย็นไว้กินวันอื่น การลดขนาดส่วนแบ่ง (Portion Control) ช่วยแบ่งแคลอรี่ส่วนเกินไปได้ครึ่งหนึ่งทันทีโดยไม่ต้องอดใจ
5. ดื่มน้ำเปล่าให้ถึงเกณฑ์ระหว่างวัน (Drink more water)
บ่อยครั้งที่สมองสับสนระหว่าง "ความกระหายน้ำ" กับ "ความอยากน้ำตาล" ก่อนจะหยิบขนมเข้าปาก ลองดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วเต็มๆ แล้วรอสัก 10 นาที ถ้าความอยากของหวานลดลง แสดงว่าร่างกายแค่อ่อนเพลียหรือกระหายน้ำ นอกจากนี้การจิบน้ำบ่อยๆ ยังช่วยเร่งระบบเผาผลาญด้วย
6. ขยับตัวเบาๆ หลังมื้ออาหาร (Post-Meal Movement)
ทานของหวานเสร็จแล้วอย่านั่งนิ่งหรือนอนเล่นทันที ให้หาเรื่องขยับร่างกาย เช่น เดินย่อยเบาๆ 30 นาทีขึ้นไป หรือหลังจากพักให้ไปออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะช่วยดึงน้ำตาลในเลือดที่เพิ่งกินเข้าไปนำไปใช้เป็นพลังงานทันที ไม่เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมส่วนเกิน
“ขนมหวานทำให้ชีวิตมีรสชาติ แต่การดูแลสุขภาพ คือความสุขที่แท้จริง”
Moon Mam Story EP.11
International Dessert Day








