โรคหัวใจเกิดจากอะไร สาเหตุ อาการ การวินิจฉัยและแนวทางการรักษา
โรคหัวใจเกิดจากอะไร สาเหตุ อาการ วิธีรักษา ?
ปัจจุบันแนวโน้มการเสียชีวิตของคนไทยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด มีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงดังนี้
- การรับประทานอาหาร
- ละเลยการดูแลสุขภาพร่างกาย
ซึ่งในผู้ป่วยบางคนอาจยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากมีอาการคล้ายคลึงกับหลายโรค การเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจกับทางโรงพยาบาลจึงเป็นทางเลือกสำคัญ เพราะการคัดกรองโรคได้เร็ว จะมีแนวโน้มการรักษาโรคต่างๆ ได้ทันนั้นเอง
สาเหตุของโรคหัวใจ ?
โรคหัวใจในความหมายคนทั่วไป มักจะหมายถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ที่พบบ่อยและเป็นปัญหาในปัจจุบัน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประเทศไทย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของผนังหลอดเลือดหัวใจที่มีคราบไขมันมาเกาะสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ที่เรียกเป็น ตะกอนตะกรันในหลอดเลือด (Cholesterol Plague) เป็นเหตุให้หลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้น หรือบางครั้งคราบไขมันนี้แตกทำให้ลิ่มเลือดมาอุดตันเฉียบพลัน ที่เรียก หัวใจวายหรือ Heart Attack
โรคหัวใจขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงต่อไปนี้ ?
- อายุ : ความเสี่ยงของการเกิดโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ
- เพศ : เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง แต่เพศหญิงที่หมดประจำเดือนแล้วจะไม่มีความแตกต่างกับเพศชาย
- กรรมพันธุ์ : การถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรม ดังนั้นหากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหัวใจอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย
- พฤติกรรมเสี่ยงในการใช้ชีวิตของแต่ละคน : เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมัน เกลือ น้ำตาล หรืออาหารที่มีคอเลสเตอรอล สูง และขาดการออกกำลังกายเป็นปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่สามารถนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจ รวมถึงความเครียด
“ภาวะไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) เป็นภาวะหนึ่งที่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง อันเป็นสาเหตุนำไปสู่ภาวะผิดปกติของหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Coronary Heart Disease) ไขมันที่ทำให้เกิดปัญหาและต้องควบคุมปริมาณการรับประทาน คือ โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์”
ทราบได้อย่างไรว่าระดับไขมันในเลือดสูงเกินปกติหรือไม่ ?
แพทย์สามารถบอกได้ว่าท่านมีระดับไขมันในเลือดสูงเกินปกติหรือไม่ โดยการตรวจวัดปริมาณไขมันในเลือดหลังจากที่งดอาหารมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง โดยทั่วไปการตรวจไขมันในเลือดจะตรวจสารต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.โคเลสเตอรอล (Cholesterol)
เป็นไขมันที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองและได้รับจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ถ้าบริโภคอาหารที่โคเลสเตอรอลสูง จะก่อให้เกิดภาวะแข็งตัวและตีบตันของเส้นเลือด ในกรณีที่ค่าโคเลสเตอรอลสูกว่าปกติ แพทย์จะพิจารณาค่า HDL และ LDL ร่วมด้วย ซึ่งจะช่วยบอกถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดแดงตีบตัน
2. เอชดีแอล-ซี (High Density Lipoprotein-Cholesterol)
คือ โคเลสเตอรอลชนิดหนึ่งซึ่งร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองจากที่ตับและลำไส้เล็ก มีหน้าที่จับไขมันโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดออกไปทำลายที่ตับ การออกกำลังกาย การรับประอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ จะช่วยเพิ่มไขมัน HDL ในกรณีที่ค่า HDL ในเลือดอยู่ในพิสัยหรือสูงกว่าพิสัยที่กำหนด จะพบว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบได้
3. แอลดีแอล-ซี (Low Density Lipoprotein-Cholesterol)
คือ โคเลสเตอรอลชนิดหนึ่งมีหน้าที่นำโคเลสเตอรอลที่สร้างจากตับไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าร่างกายมีค่า LDL สูงมากเกินไป จะทำให้มีโคเลสเตอรอลไปเกาะอยู่ตามผนังเส้นเลือดและพอกพูนจนเส้นเลือดตีบแคบลงดังนั้น ในกรณีที่ค่า LDL ในเลือดอยู่ในพิสัยหรือต่ำกว่าพิสัยที่กำหนดไว้ โอกาสที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบก็จะน้อยลงตามไปด้วย
4. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
เป็นไขมันที่ได้มาจากอาหารและจากการสร้างขึ้นเองในร่างกายโดยตับและลำไส้เป็นตัวสร้าง สาเหตุของการเกิดไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด เกิดจาก
- การรับประทานอาหารไม่ถูกส่วน โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือขนมหวานเป็นปริมาณมาก
- โรคภัยต่างๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น
- ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น ร่างกายขาดเอนไซม์ที่จะย่อยไตรกลีเซอไรด์
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ขาดการออกกำลังกาย
สัญญาณอันตรายเตือนหลอดเลือดหัวใจตีบ ?
- เจ็บแน่นหน้าอก จะเป็นแบบ แน่นๆ หนัก ๆ เหมือนมีอะไรมากดทับ&รัด บริเวณทรวงอกด้านหน้า อาจมีร้าวไป กราม คอ ไหล่ ต้นแขนซ้ายได้ เป็นได้ทั้งตอนอยู่เฉยๆ หรือออกกำลังกาย หรือมีภาวะตึงเครียด อาจมีเหงื่อแตกร่วมด้วย
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เทียบกับคนปกติหรือสิ่งที่ตัวเองเคยทำเป็นประจำ ซึ่งไม่เคยเหนื่อย เช่น เคยเดินขึ้นสะพานลอยได้ กลายเป็นเดินขึ้นไม่ไหว ต้องพักก่อน
- วูบ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว เป็นอาการแสดงสำคัญที่ต้องลำดับต่อว่า เป็นโรคหัวใจหรือโรคทางสมอง หรืออื่นๆ
โรคหัวใจมีวิธีตรวจวินิจฉัยอย่างไร ?
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการวินิจฉัยโรคหัวใจเบื้องต้น ด้วยการตรวจกระแสไฟฟ้าที่กล้ามเนื้อหัวใจผลิตออกมาขณะที่หัวใจบีบตัว โดยคลื่นไฟฟ้าจะช่วยบอกจังหวะการเต้นของหัวใจ อัตราการเต้นของหัวใจ บอกขนาดห้องหัวใจ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจตาย
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiography) ด้วยหลักการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งจะส่งผ่านผนังทรวงอกไปถึงหัวใจโดยหัวตรวจชนิดพิเศษ ช่วยในการวินิจฉัยโรค พยากรณ์โรค ตรวจหาความรุนแรง และติดตามผลการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) จะช่วยบอกได้ว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบซ่อนเร้นอยู่หรือไม่ โดยทดสอบเดินบนเครื่องออกกำลังกายให้หัวใจทำงานเต็มที่
- การบันทึกคลื่นหัวใจ 24 ชั่วโมง รวมถึงการเฝ้าระวังความผิดปกติ (Holter Monitering ECG)
- การศึกษาคลื่นไฟฟ้าภายในหัวใจ (หัวใจเต้นผิดจังหวะ)
- การวินิจฉัยโดยการสวนหัวใจ
- การฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ (การสวนหัวใจ)
- การฉีดสีดูหลอดเลือดคอที่ไปเลี้ยงสมอง
- การฉีดสีดูหลอดเลือดเลี้ยงแขนขา
การรักษาโรคหัวใจ
- การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
- ใช้ยา เพื่อควบคุมโรคหัวใจหรือปัจจัยเสี่ยง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของโรคหัวใจ
- การรักษาด้วยหัตถการหลอดเลือดหรือการผ่าตัด ได้แก่
- การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด
- การขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบด้วยบอลลูน
- การผ่าตัดบายพาสเส้นเลือดหัวใจ
โรคหัวใจมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง ?
1. ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
- อายุ : ความเสี่ยงของการเกิดโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ
- เพศ : เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง แต่เพศหญิงที่หมดประจำเดือนแล้วจะไม่มีความแตกต่างกับเพศชาย
- กรรมพันธุ์ : พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวที่เป็นโรคนี้
2. ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้
- ความดันโลหิตสูง
- เบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ขบวนการของหลอดเลือดแข็ง และหนาตัวเกิดเร็วขึ้น
- การสูบบุหรี่
- ภาวะไขมันผิดปกติ คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง ทำให้มีการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งและหนาตัว
- โรคอ้วน ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น นำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน
- ความเครียดทางอารมณ์
- ขาดการออกกำลังกาย
เราจะรู้ได้ไงว่าเป็นโรคหัวใจ?
สัญญาณอันตราย เตือนหลอดเลือดหัวใจตีบ
- เจ็บแน่นหน้าอก จะเป็นแบบ แน่นๆ หนัก ๆ เหมือนมีอะไรมากดทับ&รัด บริเวณทรวงอกด้านหน้า อาจมีร้าวไป กราม คอ ไหล่ ต้นแขนซ้ายได้ เป็นได้ทั้งตอนอยู่เฉยๆ หรือออกกำลังกาย หรือมีภาวะตึงเครียด อาจมีเหงื่อแตกร่วมด้วย ส่วนอาการเจ็บหน้าอกแบบ จี๊ดๆ แปล๊บๆ เหมือนเข็มแทง หายใจเจ็บ หายใจไม่ออก มักเป็นจากสาเหตุอื่น
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เทียบกับคนปกติหรือสิ่งที่ตัวเองเคยทำเป็นประจำ ซึ่งไม่เคยเหนื่อย เช่น เคยเดินขึ้นสะพานลอยได้ กลายเป็นเดินขึ้นไม่ไหว ต้องพักก่อน
- วูบ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว เป็นอาการแสดงสำคัญที่ต้องลำดับต่อว่า เป็นโรคหัวใจหรือโรคทางสมอง หรืออื่นๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก
นพ.เรย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน
อายุแพทย์โรคหัวใจ
ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด








