บทความสุขภาพ

อาการกรดไหลย้อน เป็นอย่างไร และมีแนวทางการรักษาอย่างไร ?
เผยแพร่13 กรกฎาคม 25692 นาทีในการอ่าน
แชร์

อาการกรดไหลย้อน เป็นอย่างไร และมีแนวทางการรักษาอย่างไร ?

อาการกรดไหลย้อน เป็นอย่างไร และรักษาอย่างไร ?

คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่ากลุ่มอาการของออฟฟิศซินโดรมมักจะมีเรื่องของอาการปวดเมื่อยตามตัว การปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดตามข้อ นิ้วล็อค นิ้วชา แต่จริงๆ แล้วโรคนี้เป็นโรคชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องและมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งยวดเกี่ยวกับเรื่องของออฟฟิศซินโดรม เรียกว่า “โรคกรดไหลย้อน” นั่นเอง

โรคกรดไหลย้อน คืออะไร ?

โรคกรดไหลย้อน (Gastro-Esophageal Reflux Disease : GERD) คือ โรคที่มีอาการเกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในเวลากลางวันหรือกลางคืน หรือแม้แต่ผู้ป่วยไม่ได้รับประทานอาหารก็ตาม ทำให้เกิดอาการระคายเคืองจากกรด เช่น อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบและมีแผล หรือถ้ากรดไหลย้อนขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อ หูรูดของหลอดอาหารส่วนบน อาจทำให้เกิดอาการนอกหลอดอาหาร เช่น อาการทาง ปอด หรืออาการทางคอและกล่องเสียง

อาการกรดไหลย้อน

อาการของโรคกรดไหลย้อน แบ่งได้หลากหลายมากโดยคนไข้มักจะมาได้หลากหลายอาการ แต่เราสามารถแบ่งเป็นอาการหลักๆ ได้ 2 รูปแบบ คือ อาการที่เกิดขึ้นกับหลอดอาหาร กับอาการที่เกิดขึ้นนอกหลอดอาหาร ได้แก่ กล่องเสียง หลอดลม และทางปอด

1. อาการทางหลอดอาหารจะเป็นอาการที่ค่อนข้างจะจำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อนที่เราเจอได้ทุกวัน และเจอได้ค่อนข้างบ่อยในคนไข้ที่เข้ามาพบแพทย์ คือ

  • มีอาการเจ็บ แสบร้อน บริเวณกลางหน้าอก หรือบริเวณใต้ลิ้นปี่
  • เรอแล้วมีน้ำเปรี้ยวๆ ไหลขึ้นมากลางหน้าอก
  • แสบคอ
  • จุกหรือเหมือนมีก้อนอยู่ในลำคอ กลืนลำบาก กลืนติดๆ ขัดๆ หรือมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในลำคอ
  • กลืนแล้วเจ็บ หรือมีอาการเจ็บคอ แสบปาก แสบคอ แสบลิ้น โดยเฉพาะตื่นนอนตอนเช้า
  • มีรสขมของน้ำดี รสเปรี้ยวของกรดขึ้นมาในคอ ในปาก ในช่วงเช้า
  • มีเสมหะคาอยู่ในคอตลอดเวลา หรือต้องกระแอม รู้สึกระคายคอตลอดเวลา ต้องกระแอมไอบ่อยๆ ในช่วงเช้าหรือตื่นนอนตอนเช้า
  • เรอบ่อย คลื่นไส้ รู้สึกเหมือนมีน้ำย่อยไหลขึ้นมา รู้สึกจุกแน่นในลำคอ จุกแน่นหน้าอก

2. อาการที่เกิดขึ้นนอกหลอดอาหาร

  • เสมหะเรื้อรัง หรือตื่นมาตอนเช้ามีเสียงแหบๆ หรือเสียงพูดผิดปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง ไอ หรือสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ค่อยออกในเวลากลางคืน หายใจไม่อิ่ม
  • ผู้ป่วยที่มีโรคหอบหืดอยู่แล้วอาจจะมีความรู้สึกว่าอาการแย่ลงหลังจากที่ได้รับการรักษาไปแล้ว
  • ผู้ป่วยที่มีโรคปอดอักเสบเป็นๆ หายๆ บ่อยๆ

สาเหตุของ โรคกรดไหลย้อน

สาเหตุของกรดไหลย้อน มีกลไกการเกิดที่ค่อนข้างไม่ซับซ้อน ปกติแล้วระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารจะมีหูรูดคอยทำหน้าที่เปิด-ปิด เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารหรือน้ำย่อยไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหารหลังจากที่เรารับประทานอาหารเข้าไป

ในคนไข้ที่มีปัญหาภาวะกรดไหลย้อนเกิดขึ้นก็จะมีปัญหาเรื่องหูรูดที่มีการทำงาน หรือมีการปิดที่ไม่สนิท หรือมีการเคลื่อนตัวของหูรูดไหลขึ้นไปข้างบน มีการเคลื่อนตัวของหูรูดที่เป็นชั้นกล้ามเนื้อไหลย้อนขึ้นไปข้างบน ก็จะทำให้อาหารหรือน้ำย่อยที่คนไข้รับประทานเข้าไป มีการไหลย้อนกลับเข้าไปในหลอดอาหารได้ โดยเฉพาะในท่าทางหรือตำแหน่ง (Position) ที่มีการเอนตัวหรือล้มตัวลงนอน

การวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน

  • จากการซักประวัติและการตรวจร่างกายโดยแพทย์
  • การส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น เพื่อดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เป็นการตรวจวินิจฉัยในกรณีรักษาด้วยการให้ยาและปรับพฤติกรรมแล้วคนไข้อาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเตือนบางอย่างที่จำเป็นจะต้องไปสืบค้นเพิ่มเติม
  • การตรวจติดตามปริมาณกรดในหลอดอาหาร 24 ชั่วโมง

ภาวะแทรกซ้อน “โรคกรดไหลย้อน”

ภาวะแทรกซ้อนที่มักจะเกิดขึ้นและพบเจอได้ในคนไข้ที่มีภาวะกรดไหลย้อนเรื้อรังหรือเป็นมาในระยะเวลานานๆ เวลาที่น้ำกรดไหลขึ้นมาก็จะทำให้เกิดภาวะอักเสบเกิดขึ้น พออักเสบต่อเนื่องไปนานๆ ร่างกายจะมีการสร้างสิ่งที่คล้ายๆ กับพังผืดเกิดขึ้น พังผืดที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เกิดหลอดอาหารมีการตีบแคบลงได้ จากการส่องกล้องจะเห็นได้ว่าเป็นรอยตีบ มีรอยอักเสบเกิดขึ้นในหลอดอาหาร ทำให้อาการอาจจะแย่ลง หรือกลืนอาหารแล้วมีภาวะที่กลืนติดได้

ภาวะแทรกซ้อนที่กังวลและกลัวมากที่สุด คือ “มะเร็งหลอดอาหาร” เกิดจากภาวะกรดไหลย้อนที่รุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยที่คนไข้ไม่ได้รับการวินิจฉัย และไม่ได้เข้ารับการรักษา ก็จะทำให้คนไข้เกิดภาวะเนื้อเยื่อที่เกิดการอักเสบของหลอดอาหารมีการกลายตัวของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร เกิดเป็นเซลล์เนื้อร้ายและเกิดเป็นเนื้องอกเกิดขึ้น คนไข้จะมาด้วยอาการมะเร็งทางเดินอาหารชัดเจน เช่น มีน้ำหนักลด เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องรุนแรง อาเจียนบ่อยๆ

“โรคกรดไหลย้อน” มีวิธีการรักษาอย่างไร ?

1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารอาหารบางอย่างที่มีความสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนมากขึ้น เพราะอาหารกลุ่มนี้มักจะเป็นอาหารที่ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายมีการผ่อนคลายตัวและไม่กระชับ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารจำพวกช็อกโกแลต โกโก้ นม หรือการดื่ม ชา กาแฟ เป็นประจำ หรือการดื่มเครื่องดื่มอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนเป็นหลัก เช่น เครื่องดื่มชูกำลัง อาหารมัน อาหารทอด อาหาร Junk Food
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ไปเพิ่มการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและหลอดอาหารได้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มอาหารรสจัด เช่น กระเทียม อาหารรสจัด (เปรี้ยว เผ็ด หวาน เค็ม) เครื่องดื่มที่มีแก๊ส เช่น น้ำอัดลม หรือมีวิตามิน

พฤติกรรมส่วนตัว

  • ลดน้ำหนัก เพราะการที่เรามีน้ำหนักตัวเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือดูจากดัชนีมวลกายเป็นหลัก เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนเป็นมากขึ้นหรือรุนแรงมากขึ้นได้
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่คับหรืออึดอัดรัดแน่นเกินไปบริเวณที่เอว
  • ถ้ามีอาการท้องผูกบ่อยๆ ควรได้รับการรักษาเพื่อหลีกเลี่ยงการเบ่งถ่าย

พฤติกรรมการนอน

  • การปรับพฤติกรรมการนอน เพราะการเกิดภาวะกรดไหลย้อนจะสัมพันธ์กับ Position หรือท่าทาง เพราะว่าเกิดจากน้ำกรดที่มีการไหล่ท้นกลับขึ้นมาในหลอดอาหารทำให้เกิดการระคายเคือง ร่วมกับหูรูดที่มีการหย่อนคลายผิดปกติ คำแนะนำที่สำคัญที่สุด คือ เราไม่ควรที่จะนอน หรือปรับพฤติกรรมการเอนตัวลงไปในท่านอนทันทีหลังจากรับประทานอาหาร ควรเว้นห่างอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  • ควรหนุนหัวเตียงให้สูงลาดขึ้น ประมาณ 6-8 นิ้ว จากพื้นราบ โดยใช้วัสดุรองขาเตียง เช่น ไม้ อิฐ หรือปรับหัวเตียงให้สูงขึ้น ไม่ควรยกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้หมอนรองศีรษะเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้น มีผลทำให้กรดไหลย้อนมากขึ้นได้

2. การรับประทานยา

  • การรักษาโรคกรดไหลย้อนด้วยการรับประทานยา ยาที่เป็นยาสำคัญหรือยาหลักที่ใช้ในการรักษา คือ ยากลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด หรือภาษาทางการแพทย์เรียกว่า Proton Pump Inhibitors นอกจากนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับยาที่จะใช้ในการปรับเพิ่มการบีบตัวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เพื่อให้อาหารสามารถเคลื่อนตัวผ่านหลอดอาหารไปยังกระเพาะอาหารได้ดียิ่งขึ้น
  • และที่สำคัญคือควรที่จะพยายามรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรไปลดยาเองหรือหยุดยาเอง เพราะปัญหาสำคัญ คือ คนไข้รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ บางคนได้รับยาไปรับประทานที่บ้านแล้ว พอ 1สัปดาห์ผ่านไป หรือผ่านไป 2-3 วัน อาการดีขึ้น แล้วก็หยุดยาไปเลย พอหยุดยาไป อาการที่ถูกควบคุมโดยยาอาจจะกลับมากำเริบได้
  • ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์เป็นต้นไป โดยรับประทานต่อเนื่องกันทุกวัน และควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากว่าทุกครั้งที่คนไข้มานัดติดตามอาการก็จะมีการปรับวิธีการรับประทานยา อาจจะมีปรับลด-เพิ่มยาบางตัว ถ้าอาการดีขึ้นหรือแย่ขึ้นก็ตาม
  • ส่วนใหญ่โรคกรดไหลย้อนใช้เวลารักษายาวนานประมาณ 1-2 เดือน โดยเฉลี่ย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและการตอบสนองต่อการรักษาในคนไข้แต่ละราย รวมถึงการปรับพฤติกรรมว่าสามารถตอบสนองต่อการรักษาได้เร็วมากน้อยแค่ไหน บางท่านตอบสนองได้เร็วก็สามารถจะหยุดยาได้เร็ว บางท่านอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนหรือมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องที่อาจจะต้องมีการปรับยานานขึ้น บางคนอาจจะต้องมีการรักษาประมาณ 2-3 เดือน
  • ถ้าอาการต่างๆ ดีขึ้นแล้ว แพทย์จะค่อยๆ ปรับลดยาลงเรื่อยๆ ทีละน้อย จนสามารถหยุดยาได้
  • คนไข้ที่รับประทานยาแบบนี้อยู่แล้วไม่ควรที่จะไปซื้อยามารับประทานเอง เพราะหากมีการเจ็บป่วยด้วยอาการอะไรก็ตามแม้แต่เรื่องโรคกรดไหลย้อนก็ตาม โรคอื่นๆ ที่เรามีอยู่ ยาบางชนิดอาจมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร อาจจะทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ระคายเคืองหลอดอาหารได้ ที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือเรียกว่า ยากลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือยากลุ่มที่จะทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างมีการคลายตัวมากขึ้นควรพยายามหลีกเลี่ยง

3. การตรวจส่องกล้องหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร

การตรวจส่องกล้องหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เป็นการตรวจวินิจฉัยที่กรณีรักษาด้วยการให้ยาและปรับพฤติกรรมแล้วคนไข้อาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเตือนบางอย่างที่จำเป็นจะต้องไปสืบค้นเพิ่มเติม

คนไข้ควรจะได้รับการตรวจด้วยกการส่องกล้องดูหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แพทย์จะแนะนำว่าคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยการใช้ยาร่วมกับการปรับฤติกรรมแล้วนานประมาณ 2-4 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการเตือนบางอย่าง ควรเข้ามาตรวจเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้อง เพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนมากขึ้น

อาการเตือน (Alarm features) ที่ไม่ควรมองข้าม

  • กลืนลำบาก กลืนติดเป็นมากขึ้น เป็นตลอดเวลาหรือกลืนแล้วเจ็บ
  • คลื่นไส้ อาเจียนถี่ขึ้น นานมากขึ้น รุนแรงมากขึ้น
  • อาเจียนเป็นเลือดสด สีดำเหมือนกาแฟ หรือถ่ายอุจจาระมีเลือดปนหรือสีดำ
  • ปวดท้องรุนแรง
  • น้ำหนักตัวลดลงผิดปกติ ไม่ทราบสาเหตุ
  • ​โลหิตจางไม่ทราบสาเหตุ

ข้อควรปฏิบัติถ้ามีอาการกรดไหลย้อน

การหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการกำเริบ สามารถลด ความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นได้ แต่ไม่สามารถรักษาให้ผู้ป่วยหายขาด จากโรคได้ แต่ข้อแนะนำนี้จะช่วยทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ อาหารรสเผ็ด อาหารที่มีไขมันสูง และอาหารทอด
  • ไม่ดื่ม เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
  • เลิกสูบบุหรี่
  • ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่รัดบริเวณหน้าท้องและ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรลดน้ำหนัก
  • ไม่ควรรับประทานอาหารแต่ละมื้อมากเกินไป
  • ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูล
นพ.อานนท์ พีระกูล
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด

แพ็กเกจและโปรโมชั่น

ดูทั้งหมด
โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

3,200 – 28,000 บาทรายละเอียด
โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (หลงลืม)

โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (หลงลืม)

หลงลืมบ่อย ความจำถดถอย อย่ามองข้าม โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (Dementia Screening) ตรวจความจำ ตรวจสมอง โดยแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนนทเวช

3,200 – 18,900 บาทรายละเอียด
โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

อัตราค่าบริการฟอกเลือด

อัตราค่าบริการฟอกเลือด

ตรวจสอบค่าบริการฟอกเลือดไตเทียม (Hemodialysis) พร้อมรายละเอียดสิทธิการรักษา สิทธิราชการ ประกันสังคม และบริการฉุกเฉิน ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง แผนกไตเทียม โรงพยาบาลนนทเวช

2,200 – 3,300 บาทรายละเอียด