ทำไม "เด็ก" ต้องฉีดวัคซีน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าโรคภัยไข้เจ็บ รวมถึงโรคระบาดต่างๆ นั้นมีการกลายพันธุ์และมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นมากมาย บางโรคที่เกิดขึ้นใหม่ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่บางโรคนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตและยังรักษาไม่หาย ดังนั้นการป้องกันโรคจึงเป็นทางออกที่ดีกว่าการรักษาซึ่งก็ทำได้โดยการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการ ฉีดวัคซีนพื้นฐาน โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันน้อย และไม่แข็งแรงเหมือนผู้ใหญ่
วัคซีนกับเด็กสำคัญแค่ไหน?
อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าทารกแรกเกิดไปจนถึง 1 ปีนั้น จะยังไม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีพอในการต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ หากได้รับเชื้อโรคอันตรายในช่วงนี้ เช่น โรคหัด ไวรัสตับอักเสบ บาดทะยัก ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ และการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กวัยนี้ได้ดีที่สุดก็คือการฉีดวัคซีน โดยเอาแบคทีเรียหรือเชื้อโรคนั้นๆ มาทำให้อ่อนฤทธิ์ หรือทำให้ตาย ก่อนที่จะฉีดเข้าไปในตัวเด็ก เพื่อให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกัน ขึ้นมาสู้กับโรค หากอนาคตเด็กได้รับเชื้อโรคนั้นๆ ร่างกายก็จะสามารถกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้นได้ ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ การฉีดวัคซีนก็คือ การทำให้ร่างกายของเด็กได้รู้จักเชื้อโรคแต่ละชนิดก่อนที่จะมีการติดเชื้อจริงนั่นเอง
วัคซีนพื้นฐาน ที่เด็กทุกคนต้องได้รับ
1. วัคซีนตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine : HBV)
ช่วยป้องกันโรคตับอักเสบที่เกิดจากไวรัส Hepatitis B หากรับเชื้อไวรัสเข้าไปจะทำให้เกิดโรคทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรังได้ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น
หมายเหตุ : การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อชนิดนี้โดยกำหนดให้ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม โดยฉีดเข็มแรกตั้งแต่แรกเกิด เข็มที่สองเมื่ออายุครบ 1 เดือน และเข็มสุดท้ายเมื่ออายุครบ 6 เดือน
2. วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (Diphtheria-Tetanus-Pertussis Vaccine: DTP)
เป็นวัคซีนรวมที่ช่วยป้องกันโรคดังต่อไปนี้....
- โรคคอตีบ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ติดต่อได้ง่าย จากการสัมผัสถูกสารคัดหลั่งจากจมูก ลำคอ ของผู้ป่วย ซึ่งทำให้เกิดลำคออักเสบรุนแรง ไข้สูง เกิดเป็นพังผืดอุดกั้น ทางเดินหายใจ ทำให้หายใจ และกลืนลำบากอาจทำให้หัวใจวาย และเสียชีวิตได้
- โรคบาดทะยัก เกิดจากพิษของเชื้อบาดทะยักที่มีอยู่ตามสิ่งแวดล้อมทั่วไป เข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น ขากรรไกรแข็ง คอแข็งชักเกร็ง หายใจลำบาก อาการรุนแรงจนเสียชีวิตได้
- โรคไอกรน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ติดต่อได้ง่ายจากการสัมผัสถูกสารคัดหลั่งจากจมูก ลำคอ ของผู้ป่วย ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุทางเดินหายใจ มีอาการไอมาก ไอต่อเนื่อง จนหายใจลำบาก ในเด็กเล็กอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หยุดหายใจ ไอจนซี่โครงหัก ส่งผลให้เสียชีวิตได้
หมายเหตุ : วัคซีนรวมทั้ง 3 ชนิดนี้ควรฉีดตามช่วงอายุตั้งแต่ 2, 4 และ 6 เดือน และฉีดเพื่อกระตุ้นการทำงานของวัคซีนอีกครั้งในช่วงอายุ 1 ปี 6 เดือน, 4-6 ปี และ 11-12 ปี ตามลำดับ
3.วัคซีนโปลิโอ (Polio Vaccine)
โปลิโอเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสโปลิโอ (Poliovirus) สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ เมื่อติดเชื้อแล้ว จะส่งผลต่อสมอง และไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาต ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโปลิโอ แต่สามารถป้องกันด้วยวัคซีน โดยวัคซีนโปลิโอมีทั้งแบบฉีด และแบบหยอด สามารถใช้แทนกันได้ตามความเห็นของแพทย์
หมายเหตุ : ในปัจจุบันนิยมใช้วัคซีนโปลิโอชนิดฉีดซึ่งเป็นวัคซีนชนิดเข็มรวม 5 โรค ประกอบด้วย วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-โปลิโอ-เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ ทำให้สามารถลดจำนวนเข็มวัคซีนที่จำเป็นต้องฉีดในแต่ละครั้งลงได้ โดยกำหนดให้ฉีด 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน, 1 ปี 6 เดือน และ 4 ปี ตามลำดับ
4. วัคซีนเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ (Hib Vaccine)
โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Haemophilus influenza type b เรียกย่อว่า Hib) ทำให้มีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปวดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น
หมายเหตุ : วัคซีนชนิดนี้ถูกบรรจุอยู่ในวัคซีนรวม 5 โรค ฉีดเมื่ออายุ 2,4,6 เดือน และฉีดกระตุ้นอายุ 1 ปี 6 เดือน
5. วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese encephalitis vaccine : JE)
วัคซีนไข้สมองอักเสบ ใช้ป้องกันเชื้อเจอีไวรัส (Japanese Encephalitis virus : JEV) ซึ่งเป็นสาเหตุกว่า 80% ของไข้สมองอักเสบในประเทศไทยผู้ติดเชื้อจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรง มีไข้ ชัก และอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้
หมายเหตุ : วัคซีนชนิดนี้ฉีด 2 ครั้ง ครั้งแรก อายุ 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 ปี
6.วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม(Measles-mumps-rubella vaccine : MMR)
เป็นวัคซีนรวมที่ช่วยป้องกันโรค ดังต่อไปนี้
- โรคหัด เกิดจากเชื้อไวรัส Measles มีอาการผื่นแดง มีไข้ ตาแดง เกิดอาการแทรกซ้อนได้หลายอย่าง เช่น ปอดอักเสบ หูอักเสบ ท้องเดิน และสมองอักเสบ สามารถแพร่กระจายได้ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม
- โรคหัดเยอรมัน เกิดจากเชื้อไวรัส Rubella ทำให้ผู้ติดเชื้อ ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ และใบหูโต ตามมาด้วยอาการผื่น หัดเยอรมันจะรุนแรงเมื่อติดในสตรีมีครรภ์ เพราะอาจทำให้เด็กในครรภ์พิการได้
- โรคคางทูม เกิดจากเชื้อไวรัส Mumps เข้าไปทำให้ต่อมน้ำลายอักเสบ บางรายอาจเกิดอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบด้วย แม้คางทูมอาจไม่ทำให้เสียชีวิต แต่ก็อาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนได้หลายอย่าง เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ ข้ออักเสบ ระบบประสาทอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น
หมายเหตุ : วัคซีนรวมชนิดนี้กำหนดฉีด 2 ครั้ง ครั้งแรกอายุ 12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 18 เดือน ถึง 2 ปี 6 เดือน
การปฏิบัติตัวสำหรับการรับวัคซีน
- ควรนำสมุดบันทึกวัคซีนมาด้วยทุกครั้ง
- ไม่ควรรับวัคซีนขณะที่มีไข้สูง หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ยกเว้นเป็นหวัด ท้องเสียโดยไม่มีไข้สามารถรับวัคซีนได้
- หลังรับวัคซีนควรอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที เพื่อดูปฏิกิริยาแพ้ยา
- หากเคยฉีดยาแล้วมีอาการแพ้ยา แพ้อาหาร เช่น มีอาการแพ้ไข่แบบรุนแรง กรุณาแจ้งกุมารแพทย์ หรือพยาบาลก่อนฉีดวัคซีน
ขอบคุณข้อมูล
พญ.พิมแพร เพ่งพิศ
กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ








