บทความสุขภาพ

วิธีตรวจมวลกระดูก มีกี่วิธี ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
เผยแพร่13 กรกฎาคม 25691 นาทีในการอ่าน
แชร์

วิธีตรวจมวลกระดูก มีกี่วิธี ต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ภาวะกระดูกพรุน ระยะแรก “ไม่มีอาการ” รู้ได้ด้วยการตรวจมวลกระดูก (Bone Mineral Density : BMD)

กระดูกพรุนภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

ภาวะกระดูกพรุน ( Osteoporosis ) คือ ภาวะที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกน้อยลงจากการสะสมกระดูกน้อยเกินไปในขณะที่กำลังเจริญเติบโต หรือมีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างมากหลังจากเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ทำให้กระดูกเปราะบางไม่สามารถรับน้ำหนักและแตกหักตามมา

ภาวะกระดูกพรุน เกิดจากอะไร ?

ภาวะกระดูกพรุน ( Osteoporosis ) อาจเกิดมาจาก 2 ปัจจัย คือ พันธุกรรมและการดำเนินชีวิตที่มีผลต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น โดยปกติมักพบมากในเพศหญิง แต่เพศชายสามารถพบได้ 20 เปอร์เซ็นต์ โรคนี้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถพบได้ในวัยหนุ่มสาว

อาการของโรคกระดูกพรุนเป็นอย่างไร?

ช่วงแรกจะสังเกตไม่เห็นอาการ แต่หากพบว่าส่วนสูงเริ่มลดลง มีอาการหลังค่อม ต่อมารู้สึกปวดที่กระดูกโดยปวดลึกๆ ที่กระดูก เช่น ที่กระดูกหลังขา  และกระดูกจะหักง่ายเมื่อล้ม

สามารถตรวจร่างกายดูว่ากระดูกพรุนได้หรือไม่ ?

การตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก ( Bone Mineral Density : BMD )

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density : BMD) เป็นวิธีการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะช่วยให้ทราบว่ากระดูกมีมวลและมีความแข็งแรงอยู่ในระดับใด และมีภาวะกระดูกพรุนหรือไม่ ซึ่งการตรวจวิธีนี้จะทราบผลการตรวจอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีความปลอดภัยไม่มีผลข้างเคียงจากรังสีโดยใช้เครื่องมือที่อาศัยหลักการทางการเอกซเรย์เป็นหลัก เครื่องนี้จะวัดว่ากระดูกมีเนื้อหรือมวลกระดูกมากน้อยเพียงใด และนำค่าที่วัดได้มาเปรียบเทียบกับค่ามวลกระดูกมาตรฐาน  ซึ่งปัจจุบันใช้ค่ามวลกระดูกของสตรีชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยการเอ็กซเรย์ธรรมดาไม่สามารถจะใช้ตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกได้

การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกบอกอะไรได้บ้าง ?

รู้ได้อย่างไร ? ว่าเป็นโรคกระดูกพรุน

การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกด้วยเครื่องตรวจวัดความหนาน่นของมวลกระดูก BONE DENSITOMETER ทำงานโดยโดยใช้รังสีเอกซ์พลังงานต่ำ ซึ่งการเอ็กซเรย์ธรรมดาไม่สามารถจะใช้ตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกได้ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้การตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกด้วยเครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก เป็นวิธีมาตรฐานในการตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

บริเวณที่นิยมทำการตรวจตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ กระดูกสันหลังระดับเอวและกระดูกสะโพก ใช้เวลาการตรวจเพียง 10-15 นาที ขึ้นกับบริเวณที่ทำการตรวจ ให้ผลเป็นค่าความหนาแน่นของมวลกระดูกเทียบกับค่ามวลกระดูกมาตรฐาน (T-score) โดยนำค่าความหนาแน่นมวลกระดูกที่ได้ (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ Standard Deviation หรือ T score ) ซึ่งจะใช้เป็นค่าในการวินิจฉัยโรคว่าเป็นภาวะกระดูกพรุนได้หรือไม่

  • ค่า T score มากกว่า -1 = ความหนาแน่นกระดูกแบบปกติ (Normal Bone)
  • ค่า T score ที่อยู่ต่ำกว่า -1 แต่สูงกว่า -2.5 = กระดูกบาง (Osteopenia)
  • ค่า T score ต่ำกว่า -2.5 = โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)

ใครบ้างเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน / ควรตรวจววัดความหนาแน่นมวลกระดูก ?

  • ผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป / ผู้ชายอายุ 60 ปีขึ้นไป
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
  • ผู้หญิงที่เคยได้รับการผ่าตัดรังไข่ออกทั้ง 2 ข้างก่อนหมดประจำเดือน
  • เคยมีประวัติกระดูกหัก
  • ปวดหลัง ปวดเอว และปวดคอเรื้อรัง
  • ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุน

วิธีเตรียมตัวก่อนการตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก

ก่อนเข้ารับการตรวจ

  • ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
  • ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนการตรวจ
    • หากตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์
    • กรณีที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย เช่น ใส่ข้อสะโพกเทียม หรือใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ
    • ผู้ที่เพิ่งเข้ารับการตรวจที่ต้องรับประทานสารทึบรังสี หรือสารกัมมันตรังสี
  • งดรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ
  • งดสวมใส่เครื่องประดับต่างๆ ในวันที่เข้ารับการตรวจ

ระหว่างขั้นตอนการตรวจ

ผู้ที่เข้ารับการตรวจหรือผู้ป่วยต้องนอนราบลงบนเตียงตรวจ เพื่อวัดความหนาแน่นมวลกระดูกใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที

หลังเข้ารับการตรวจ

แพทย์จะอธิบายผลในการตรวจ โดยผลที่ได้จะแสดงค่าเป็น ค่า T score และ Z score

  • ค่า T score จะเป็นค่าที่เปรียบเทียบมวลกระดูกของผู้เข้ารับการตรวจ กับมวลกระดูกโดยเฉลี่ยของผู้ที่มีอายุ 30 ปี
  • ค่า Z score จะเป็นค่าที่เปรียบเทียบมวลกระดูกของผู้เข้ารับการตรวจ กับมวลกระดูกโดยเฉลี่ยของผู้ที่มีอายุที่เท่ากัน

FAQs

Q : ตรวจมวลกระดูกใช้เวลาเท่าไร ?

A : ใช้เวลาการตรวจเพียง 10-15 นาที ขึ้นกับบริเวณที่ทำการตรวจ

Q : ตรวจมวลกระดูกมีกี่แบบ ?

A : โดยทั่วไปแพทย์จะตรวจกระดูกที่มีโอกาสหักได้ง่ายจากโรคกระดูกพรุนใน 3 ตำแหน่ง ได้แก่ กระดูกสะโพก (Hip), กระดูกสันหลังส่วนเอว (Lumbar spine) และกระดูกแขนส่วนปลาย (Forearm) โดยเฉพาะกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลังส่วนเอวที่นิยมตรวจกันมากที่สุด

Q : มวลกระดูกควรมีกี่% ?

  • ค่า T score มากกว่า -1 = ความหนาแน่นกระดูกแบบปกติ (Normal Bone)
  • ค่า T score ที่อยู่ต่ำกว่า -1 แต่สูงกว่า -2.5 = กระดูกบาง (Osteopenia)
  • ค่า T score ต่ำกว่า -2.5 = โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)

Q : การตรวจมวลกระดูกเจ็บไหม ?

A : การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density : BMD) เป็นวิธีการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูกที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะช่วยให้ทราบว่ากระดูกมีมวลและมีความแข็งแรงอยู่ในระดับใด และมีภาวะกระดูกพรุนหรือไม่ ซึ่งการตรวจวิธีนี้จะทราบผลการตรวจอย่างรวดเร็ว แม่นยำ ไม่เจ็บ และมีความปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงจากรังสี

ขอบคุณข้อมูลจาก
นพ.ชัชวาล ปิยะวรรณสุทธิ์
ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์กระดูกสันหลัง
ศูนย์กระดูกและข้อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด

แพ็กเกจและโปรโมชั่น

ดูทั้งหมด
โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

3,200 – 28,000 บาทรายละเอียด
โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (หลงลืม)

โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (หลงลืม)

หลงลืมบ่อย ความจำถดถอย อย่ามองข้าม โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (Dementia Screening) ตรวจความจำ ตรวจสมอง โดยแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนนทเวช

3,200 – 18,900 บาทรายละเอียด
โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

อัตราค่าบริการฟอกเลือด

อัตราค่าบริการฟอกเลือด

ตรวจสอบค่าบริการฟอกเลือดไตเทียม (Hemodialysis) พร้อมรายละเอียดสิทธิการรักษา สิทธิราชการ ประกันสังคม และบริการฉุกเฉิน ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง แผนกไตเทียม โรงพยาบาลนนทเวช

2,200 – 3,300 บาทรายละเอียด