ดูแลตัวเองอย่างไร...ห่างไกลโรคกระดูกพรุน
ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือโรคที่ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกน้อยลงจากการสะสมกระดูกน้อยเกินไปในขณะที่กำลังเจริญเติบโต หรือมีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างมากหลังจากเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ทำให้กระดูกเปราะบางไม่สามารถรับน้ำหนักและแตกหักตามมา อาจเกิดมาจาก 2 ปัจจัย คือ พันธุกรรมและการดำเนินชีวิตที่มีผลต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น โดยปกติมักพบมากในเพศหญิง แต่เพศชายสามารถพบได้ 20 เปอร์เซ็นต์ โรคนี้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในวัยกลางคนและผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถพบได้ในวัยหนุ่มสาว
เพราะ ภาวะกระดูกพรุน ระยะแรก “ไม่มีอาการ” รู้ได้ด้วยการตรวจมวลกระดูกหรือการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density : BMD) ซึ่งการเอกซเรย์ธรรมดาไม่สามารถจะใช้ตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกได้ และอันตรายมากยิ่งขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกหัก
ภาวะกระดูกพรุน ...ใครบ้างที่ควรตรวจ
- ผู้หญิงที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป / ผู้ชายอายุ 55 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
- ผู้หญิงที่เคยได้รับการผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างก่อนหมดประจำเดือน
- เคยมีประวัติกระดูกหัก
- ปวดเอว และปวดคอเรื้อรัง
ดูแลตัวเองอย่างไร...ห่างไกล โรคกระดูกพรุน
อาหารป้องกัน “โรคกระดูกพรุน” ปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสมของแต่ละช่วงอายุมีดังนี้
| ช่วงอายุ ( ปี ) | ปริมาณแคลเซียมที่เหมาะสม (มก./วัน) |
| เด็ก (1-9 ปี) | 800 |
| วัยรุ่น (10-19 ปี) | 1,200 |
| ผู้ใหญ่ (20-60 ปี) | 800 |
| หญิงมีครรภ์และให้นมบุตร | 1,200 |
| หญิงวัยหมดประจำเดือน | 1,000 |
| วัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) | 800 |
แนวทางการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และแต่ละหมู่ควรหลากหลาย
- ดื่มนมร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเป็นประจำทุกวัน (ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการประมาณ 800–1200 มิลลิกรัม/วัน)
- นมรสจืดเหมาะกับวัยเด็กและวัยรุ่นในปริมาณ 2-3 แก้ว(กล่อง)/วัน
- นมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนยเหมาะกับวัยผู้ใหญ่หรือสูงอายุในปริมาณ 1-2 แก้ว(กล่อง)/วัน
- ผู้ที่มีปัญหาการย่อยโปรตีนในนม (ดื่มนมแล้วท้องอืด ท้องเสีย) ควรเลือกรับประทานโยเกิร์ต งาดำ หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูงทดแทน
- รับประทานผักและผลไม้สดเป็นประจำทุกมื้อ
- ควรรับประทานปลาเป็นประจำ เพราะมีวิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี
- หลีกเลี่ยง การดื่มชา กาแฟ เพราะทำให้ขับแคลเซียมออกนอกร่างกายมากขึ้น
- ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อย 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที โดยเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะกับภาวะร่างกาย เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมไปใช้ในร่างกาย
ตัวอย่างแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง
| กลุ่มอาหาร | ตัวอย่างอาหาร | ข้อเสนอแนะ |
| 1. นมและผลิตภัณฑ์ | นมจืด,นมพร่องมันเนย,นมขาดมันเนย,โยเกิร์ต เนยแข็ง | ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรดื่มนม วันละ1-2 แก้ว |
| 2. ปลาและสัตว์เล็กอื่นๆที่สามารถกินได้ทั้งกระดูกหรือเปลือก | ปลาซิว ปลาเกล็ดขาว ปลาข้าวสาร ปลาเล็กปลาน้อย ปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีนกระป๋อง กุ้งฝอย กุ้งแห้ง | ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจหรือโรคไตควรระวังการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือมีการหมักด้วยเกลือในปริมาณมากเพราะจะทำให้ความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้น |
| 3. ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ | เต้าหู้ใบตอง เต้าหู้หลอดขาว เต้าหู้แผ่น เต้าฮวย | น้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลือง มีปริมาณแคลเซียมน้อยจึงไม่ใช่แหล่งแคลเซียมที่ดี แต่น้ำเต้าหู้มีสารอาหารอื่นที่มีประโยชน์ เช่น โปรตีนจากถั่วเหลือง ช่วยลดโคเลสเตอรอล และมีสารไพโตเอสโตรเจนที่ช่วยยับยั้งการสูญเสียมวลกระดูก ช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือน ลดอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง |
| 4.ผักใบเขียว | ผักกาดเขียว ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า | ผักบางชนิดแม้จะมีแคลเซียมสูง แต่มีปริมาณสารไฟเตต และออกซาเลตสูงด้วย เช่น ใบชะพลู ผักโขม ปวยเล้ง จึงควรผ่านวิธีการหุงต้มก่อน |
ตัวอย่างปริมาณแคลเซียมในอาหาร
| ชนิดอาหาร | ปริมาณอาหารที่บริโภค | ปริมาณแคลเซียม (มิลลิกรัม) |
| นมจืด | 1 กล่อง (200 มิลลิลิตร) | 226 |
| นมพร่องมันเนย | 1 กล่อง (200 มิลลิลิตร) | 246 |
| โยเกิร์ตรสต่างๆ | 1 ถ้วย (150 กรัม) | 160 |
| นมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสต่างๆ | 1 กล่อง (180 มิลลิลิตร) | 106 |
| ปลาตัวเล็ก | 2 ช้อนโต๊ะ | 226 |
| ปลาซาร์ดีนกระป๋อง | 4 ช้อนโต๊ะ | 198 |
| กุ้งฝอย,ดิบ | 1 ช้อนโต๊ะ | 134 |
| กุ้งแห้ง | 1 ช้อนโต๊ะ | 138 |
| เต้าหู้อ่อน | 5 ช้อนโต๊ะ | 150 |
| เต้าหู้แผ่น | 2 ช้อนโต๊ะ | 32 |
| ผักคะน้า สุก | 1 ทัพพี | 71 |
| ผักกาดเขียว สุก | 1 ทัพพี | 96 |
| ผักกวางตุ้ง สุก | 1 ทัพพี | 60 |
| ผักกาดขาว สุก | 1 ทัพพี | 49 |
| ใบยอ สุก | 1/2 ทัพพี | 87 |
| ใบกระเพรา สุก | 3 ช้อนโต๊ะ | 61 |
| งาดำ | 1 ช้อนโต๊ะ (10 กรัม) | 145 |
โรคกระดูกพรุน ...มีวิธีการรักษาอย่างไร
เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ด้วยตนเอง ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต ดังนี้
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช้แรงหักโหมจนเกิดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายต่อกระดูกและร่างกาย
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามโภชนาการที่ร่างกายควรได้รับ บริโภคโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรดสูงและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชาหรือกาแฟ ไม่สูบบุหรี่
- ระมัดระวังในการใช้ยา โดยเฉพาะยากลุ่มสเตียรอยด์ที่ต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ร่วมกับการใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยพิจารณาจากสาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน และความเสี่ยงของภาวะกระดูกหัก
โปรแกรมการฉีดยากระดูกพรุนเพื่อรักษาโรคกระดูกพรุน
ยาฉีดเพื่อรักษาโรคกระดูกพรุน มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุน โดยการฉีดเข้าหลอดเลือดดำปีละ 1 ครั้ง ใช้ระยะเวลาในการรักษา 3-6 ปี
- การฉีดยา รักษาโรคกระดูกพรุน ช่วยลดโอกาสการเกิดกระดูกหลังหัก ภายใน 3 ปี ได้ 70%
- การฉีดยา รักษาโรคกระดูกพรุน ช่วยลดโอกาสการเกิดกระดูกสะโพกหัก ภายใน 3 ปี ได้ 41%
ตรวจเช็คสุขภาพกระดูกของท่านตั้งแต่วันนี้...ด้วยโปรแกรมตรวจเช็คสุขภาพกระดูกด้วยการตรวจความหนาแน่นมวลกระดูก 2 ส่วน (ส่วนสะโพกและสันหลัง) ด้วยโปรแกรมตรวจเช็คสุขภาพกระดูก หรือนัดหมายแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา เพื่อลดอาการปวด เสริมความแข็งแรง ป้องกันการหักและชะลอการสลายของมวลกระดูกด้วยโปรแกรมแกรมฉีดยารักษาโรคกระดูกพรุน ที่ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนนทเวชศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนนทเวช ยินดีให้คำแนะนำและให้การรักษาอย่างมืออาชีพ ด้วยทีมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์เฉพาะทาง ร่วมกับวิสัญญีแพทย์ และทีมสหสาขาวิชาชีพทั้งพยาบาล นักกายภาพบำบัด และเภสัชกร
ขอบคุณข้อมูลจาก
นพ.ชัชวาล ปิยะวรรณสุทธิ์
ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์กระดูกสันหลัง
ศูนย์กระดูกและข้อ








