บทความสุขภาพ

โรคศูนย์กลางจอตาเสื่อม Age-related Macular Degeneration or AMD
เผยแพร่13 กรกฎาคม 25691 นาทีในการอ่าน
แชร์

โรคศูนย์กลางจอตาเสื่อม Age-related Macular Degeneration or AMD

โรคศูนย์กลางจอตาเสื่อม เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากความเสื่อมในส่วนกลางของจอตา ซึ่งเกิดเมื่อคนมีอายุเพิ่มมากขึ้นนับเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดการสูญเสียความสามารถในการมองเห็นในผู้สูงอายุ โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม

มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีจึงมักเรียกว่า โรคศูนย์กลางจอตาเสื่อมเนื่องจากอายุ (Age-related Macular Degeneration or AMD) แต่โรคศูนย์กลางจอตาเสื่อมอาจพบได้ในผู้มีอายุน้อยซึ่งมักพบในผู้ที่มีประวัติทางครอบครัวเป็นโรคนี้

โรคศูนย์กลางจอตาเสื่อม มี 2 ชนิด

1. โรคศูนย์กลางจอตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD)

พบประมาณร้อยละ 90 เป็นโรคที่ทำให้มีการสูญเสียการมองเห็นอย่างช้าๆโรคกลุ่มนี้จอตาจะบางลงบริเวณศูนย์กลางจอตาเสื่อม (Macula)  ทำให้มีความสามารถในการมองเห็นลดลง และเป็นไปอย่างช้าๆ บางรายอาจมีการพัฒนา ไปเป็นโรคศูนย์กลางจอตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD)

2. โรคศูนย์กลางจอเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD)

พบประมาณร้อยละ 11-15 โรคกลุ่มนี้มีการสูญเสียการมองเห็นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของตาบอดในโรคกลุ่มนี้ซึ่งสาเหตุการตาบอดเกิดจากการมีหลอดเลือดผิดปกติงอกอยู่ใต้จอตา และผนังชั้นที่มีเม็ดสี (RPE)  ซึ่งหลอดเลือดเหล่านี้จะปราะและแตกง่ายมีการรั่วซึมของเลือด และสารเหลวจากหลอดเลือด ทำให้เกิดแผลเป็นและจอตาบวมผู้ป่วยเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยว และเกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วและเฉียบพลัน

สาเหตุ

  1. อายุ พบบ่อยในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
  2. พันธุกรรม พบว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยจะมีประวัติที่คนในครอบครัวเป็นมาก่อน
  3. เชื้อชาติ / เพศ อุบัติการณ์ของโรคสูงในคนผิวขาวและเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
  4. บุหรี่ มีหลักฐานพบว่าการสูบบุหรี่จะมีโอกาสเกิดโรคนี้เร็วกว่าผู้ไม่สูบถึง 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูบบุหรี่ที่มีประวัติครอบครัวร่วมด้วย จะมีโอกาสเพิ่มถึง 30 เท่า
  5. อาหาร มีความสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัวจากภาวะไขมันและความดันสูงมาเป็นเวลานาน

อาการ

  1. ภาพบิดเบี้ยว มองเห็นเส้นตรงเป็นเส้นขาด
  2. มองภาพหรืออ่านหนังสือ ที่ต้องใช้งานละเอียดยากกว่าปกติ
  3. มองไม่เห็นส่วนกลางของภาพ
  4. การมองภาพต้องใช้แสงเพิ่มขึ้น มองเห็นลดลงไม่ตรงกลางเส้น การมองเห็นสีลดลง

ข้อแนะนำเพื่อลดโอกาสการเกิดโรค

  1. เข้ารับการตรวจตาและจอประสาทตา
  2. งดการสูบบุหรี่
  3. ควบคุมน้ำหนักตัวและออกกำลังกาย
  4. กินสารต้านอนุมูลอิสระและธาตุสังกะสี
  5. ป้องกันดวงตาจากแสงแดด
  6. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

การรักษาในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธี

  1. การรักษาด้วยการฉีด Ani VEGF เข้าไปในน้ำวุ้นตา เป็นการรักษาโดยใช้นวัตกรรมใหม่ของผลิตภัณฑ์ทางชีววิทยา (Biological product) ที่ใช้กับตาโดยเฉพาะ วิธีนี้เป็นการรักษาแนวใหม่และยับยั้งสาเหตุของการเกิดโรคได้ตรงจุดมากขึ้น
  2. การรักษาด้วยวิธีโฟโต้ไดนามิก (Photodynamic Therapy PDT) เป็นการรักษาโดยใช้ยา Verteporfin ร่วมกับเลเซอร์ที่ไม่ทำให้เกิดความร้อน โดยยาจะทำให้หลอดเลือดผิดปกติเกิดการอุดตัน พบว่าวิธีนี้เป็นการรักษาที่ค่อนข้างปลอดภัยบางครั้งเรียกวิธีเลเซอร์เย็น

การป้องกันการเกิดโรค

  1. หลีกเลี่ยงการได้รับแสงหรือรังสี อัลตราไวโอเลตเป็นระยะเวลานาน
  2. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  3. กินอาหารที่มีเบตาแคโรทีน โดยเฉพาะลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ปริมาณสูง เช่น แอปเปิ้ล บร็อกโคลี ข้าวโพด แตงกวา องุ่น มะม่วง ส้ม ฟักทอง ผักโขม ถั่ว พริก และไข่แดง

ในคนที่อายุ> 50 ปี โดยเฉพาะมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ประวัติครอบครัว, เคยสูบบุหรี่, โรคไขมันในเลือดผิดปกติ ให้มาตรวจปีละครั้ง เพราะระยะแรกอาจไม่มีอาการ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด

แพ็กเกจและโปรโมชั่น

ดูทั้งหมด
โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี Annual Check Up Program

3,200 – 28,000 บาทรายละเอียด
โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (หลงลืม)

โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (หลงลืม)

หลงลืมบ่อย ความจำถดถอย อย่ามองข้าม โปรแกรมประเมินความจำถดถอย (Dementia Screening) ตรวจความจำ ตรวจสมอง โดยแพทย์เฉพาะทาง ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลนนทเวช

3,200 – 18,900 บาทรายละเอียด
โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

โปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเชิงลึก

อัตราค่าบริการฟอกเลือด

อัตราค่าบริการฟอกเลือด

ตรวจสอบค่าบริการฟอกเลือดไตเทียม (Hemodialysis) พร้อมรายละเอียดสิทธิการรักษา สิทธิราชการ ประกันสังคม และบริการฉุกเฉิน ดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง แผนกไตเทียม โรงพยาบาลนนทเวช

2,200 – 3,300 บาทรายละเอียด