มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจพบไว รักษาได้

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตรวจพบไว รักษาได้

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer) เป็นมะเร็งที่พบบ่อย 1 ใน 5 ของประเทศไทย มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยพบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 4 ในเพศหญิง  (ที่มา : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข)
  • ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
    1.อายุ 50 ปีขึ้นไป
    2.คนในครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
    3.มีภาวะโรคอ้วน และมีวิถีชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ ขาดการออกกำลังกาย
    4.เคยมีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรัง
    5.ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
    6.การสูบบุหรี่ ,ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • อาการและอาการแสดง
    - ช่วงที่เริ่มเป็น ไม่มีอาการผิดปกติ
    - ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด, เป็นมูก หรือเป็นมูกเลือด
    - ท้องผูกสลับท้องเสียที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือไม่เคยเป็นมาก่อน
    - ซีด โดยที่หาสาเหตุไม่ได้
    - ท้องผูกมากผิดปกติ หรือมีอาการถ่ายไม่สุดหลังถ่ายอุจจาระแต่ละครั้ง
    - ปวดท้องเรื้อรังมานาน
    - สังเกตว่าลำอุจจาระมีขนาดลีบเล็กลง
    - ผอมลง หรือน้ำหนักตัวลดลง แบบไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
  • วิธีการลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
     ออกกำลังกาย อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือเฉลี่ย 3 วันต่อสัปดาห์
    ไม่สูบบุหรี่
    หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูงๆ อาหารฟาสต์ฟู้ด เนื้อแดง เนื้อแปรรูป และควรรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ
  • ความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
        มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal cancer)  ส่วนหนึ่งป้องกันได้หากหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และตรวจคัดกรองตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก จะทำให้การรักษาได้ผลดี และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า โดยผู้ที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยไม่ต้องรอให้มีอาการผิดปกติ (ที่มา : WHO guideline 2018)
  • การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
    การตรวจอุจจาระเพื่อหาเลือดออกแฝงในอุจจาระ
    การส่องกล้องลำไส้ใหญ่  (Colonoscopy) สามารถตรวจวินิจฉัยความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ ติ่งเนื้อ ก้อนเนื้อที่ผิดปกติ โรคลำไส้อักเสบ ฯลฯ
           - สามารถทำได้ภายในหนึ่งวันเพียงแค่ งดน้ำ และอาหารมา 6-8 ชม.
          - ระยะเวลาทำ 20-30 นาที
          - ทำในขณะหลับ โดยได้รับยานอนหลับแบบฉีด ไม่เจ็บ
          - สามารถกลับบ้านได้หลังจากทำเสร็จ
  • ใครบ้างที่ควรมาตรวจคัดกรอง
    บุคคลทั่วไปที่มีอายุเกิน 45 ปีขึ้นไป
    คนที่มีปัจจัยเสี่ยงควรเริ่มตั้งแต่อายุ 35-40 ปีขึ้นไป
     คนที่มีอาการทางลำไส้ที่ผิดปกติ ไม่จำกัดอายุ
     ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ
     ขับถ่ายผิดปกติ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ
     น้ำหนักตัวลดลงไม่ทราบสาเหตุ
     มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
           เพราะระบบทางเดินอาหาร มีการทำงานที่ซับซ้อน...จึงต้องการการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ (Gastrointestinal&Liver Center) โรงพยาบาลนนทเวช พร้อมด้วยทีมอายุรแพทย์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินอาหาร วิสัญญีแพทย์ รังสีแพทย์  และแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านเคมีบำบัด พร้อมให้บริการตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยในระยะเริ่มต้น การรักษา ป้องกันโรคระบบทางเดินอาหารและตับทั้งระบบ

ขอบคุณข้อมูลจาก:
นพ. อานนท์ พีระกูล
อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ